Neric-Club.Com
  สารบัญเว็บไซต์
  ทรัพยากรคลับ
  พิพิธภัณฑ์หุ่นกระดาษ
  เปิดประตูสู่อาเซียน@
  พันธกิจขยายผล
  ชุมชนคนสร้างสื่อ
  ห้องภาพ/ห้องเพลง
  คลีนิคสุขภาพ
  บริหารจิต
  ห้องข่าว
   นิตยสารออนไลน์
  วรรณกรรมเพื่อเยาวชน
  ลมหายใจของใบไม้
  เรื่องสั้นปันเหงา
  อังกฤษท่องเที่ยว
  อนุรักษ์ไทย
  ศิลปวัฒนธรรมไทย
  ต้นไม้ใบหญ้า
  สายลม แสงแดด
  เตือนภัย
  ห้องทดลอง
   มุมเบ็ดเตล็ด
  เพลงหวานวันวาน
  คอมพิวเตอร์
  ความงาม
  รักคนรักโลก
  วิถีพอเพียง
  สัตว์เลี้ยง
  ถนนดนตรี
  ตามใจไปค้นฝัน
Click!!!!!

Share your work and start earning  

 
 

'องค์ความรู้ในโลกนี้มีมากมาย
เหมือนใบไม้ในป่าใหญ่
มนุษย์เราเรียนรู้ได้
แค่ใบไม้หนึ่งกำมือของตนเอง
ผู้ใดเผยแผ่ความรู้
อันเป็นวิทยาทานแก่ผู้อื่น
นั่นคือกุศลอันใหญ่ยิ่ง'
 
องค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า

สถิติผู้เยี่ยมชมเวปไซต์
9941967  

ชุมชนคนสร้างสื่อ

ประเภทของProgrammed Instruction

Programmed Instructionจำแนกได้หลายประเภท

สันทัด ภิบาลสุข (2522: 56) แบ่งประเภทของ Programmed Instruction ออกได้ ดังนี้

1. แบ่งตามวิธีการที่จะเสนอผู้เรียน แบ่งได้เป็น 2 ชนิด คือ

1.1 Programmed Instruction ที่ใช้กับเครื่องช่วยสอน (Teaching Machine)

1.2 Programmed Instruction ที่อยู่ในรูปของตัวหนังสือ (Programmed Textbook)

2. แบ่งตามประเภทของการตอบสนอง แบ่งได้เป็นสองชนิด คือ

2.1 แบบที่ผู้เรียนสร้างคำตอบเอง (Constructed Response)

2.2 แบบที่มีคำตอบให้เลือก (Multiple Choice)

3. แบ่งตามเทคนิคการเขียนบทเรียนและลักษณะการตอบสนองของผู้เรียน แบ่งได้เป็น 2 ชนิด คือ

3.1 Programmed Instruction แบบเส้นตรง (Linear Programmed)

3.2 Programmed Instruction แบบสาขา (Branching Programmed or Intrinsic

Programmed )

สุนันท์ ปัทมาคม. (2530 : 48) แบ่ง Programmed Instruction เป็น 2 ประเภท คือ

1. Programmed Instruction แบบเส้นตรง (Linear Programmed)

2. Programmed Instruction แบบสาขา (Branching Programmed or Intrinsic Programmed)

Programmed Instructionแบบเส้นตรง ( Linear Programmed )

Programmed Instructionแบบเส้นตรง สร้างขึ้นตามทฤษฎีของ สกินเนอร์ (B.F.Skinner) ซึ่ง ฟราย (Fry. 1963 อ้างอิงจาก เสาวนีย์ สิกขาบัณฑิต.2528 : 278) ได้กล่าวถึงProgrammed Instructionประเภทนี้ว่ามีลักษณะ ดังนี้

1. แบ่งเนื้อหาออกเป็นหน่วยย่อย ๆ โดยเฉลี่ยความยาวประมาณ 2 ประโยค

2. กระตุ้นให้ผู้เรียนตอบสนองโดยตั้งคำถามให้ผู้เรียนตอบเกี่ยวกับเนื้อหาที่เรียนไปแล้ว การใช้หน่วยย่อยๆ ในการเสนอบทเรียนที่ผู้เรียนเข้าใจง่าย และเป็นไปตามลำดับขั้น

3. การจัดเนื้อหาเรียงลำดับและนำเสนอเป็นตอนๆ เมื่อผู้เรียนตอบถูกก็จะเรียนในกรอบต่อไป

ไชยยศ เรืองสุวรรณ ( 2521 : 170 ) กล่าวถึงลักษณะ Programmed Instruction เส้นตรงว่ามีลักษณะที่สำคัญ 3 ประการ
 
1. เป็นบทเรียนที่ตั้งอยู่บนรากฐานของทฤษฎีการเรียนรู้ และการเสริมแรง และเน้นในเรื่องของความสัมพันธ์ระหว่างขั้นต่อขั้น

2. เป็นแบบที่นิยมสร้างรูปแบบของการตอบสนองโดยการกำหนดให้

3. รูปแบบของการเรียนจะต่อเนื่องกันซึ่งผู้เรียนจะต้องติดตามทุกขั้นตอน และทุกเฟรม (Frame)

เสาวณีย์ สิกขาบัณฑิต. ( 2528 : 278 – 279 ) กล่าวว่า
 
Programmed Instruction นั้นสามารถนำเสนอได้เป็น 3 ลักษณะ ดังนี้

1. Programmed Instruction เส้นตรงแบบเรียงลำดับ (Straight Forward Linear

Program) เป็นProgrammed Instructionที่เรียงข้อไปในหน้าเดียวกัน
 
คำตอบอาจจะอยู่ตรงกับข้อที่ผู้เรียนต้องตอบหรืออาจจะอยู่ในข้อถัดไปก็ได้ และอยู่ด้านซ้ายหรือด้านขวาของเนื้อหาก็ได้

2. Programmed Instruction เส้นตรงแบบซับซ้อน ( Complex Linear Program ) แบบนี้จะ

แบ่งแต่ละหน้าออกเป็น 3 หรือ 4 ส่วน ข้อที่ 1 จะอยู่ส่วนบนของหน้าแรก ข้อที่ 2 จะอยู่ส่วนบนของหน้า 2 และมีคำตอบข้อที่ 1 ไว้ตอนหน้าหรือส่วนท้ายของข้อที่ 2 ดำเนินเช่นนี้จนจบ

3. Programmed Instruction เส้นตรงแบบพลิกกลับเล่ม (Upside Down Linear Program)

แบบนี้จะให้ผู้เรียนเริ่มเรียนหน้าขวามือตลอดเล่ม ส่วนหน้าซ้ายมือเป็นกรอบที่พิมพ์หัวกลับเพื่อให้ผู้เรียนที่เรียนหน้าขวามือตลอดเล่มแล้วได้กลับหัวบทเรียนเพื่อเรียนทางหน้าซ้ายมือจนตลอดเล่ม

พรรณี ช. เจนจิต ( 2538 :313 –134 ) กล่าวว่า Programmed Instruction แบบเส้นตรงมีพื้นฐานอยู่ที่การจัดเนื้อหาที่จะให้เรียนเพื่อที่จะให้ผู้เรียนตอบถูก ดังนั้นบทเรียนประเภทนี้ผู้เรียนจะต้องเป็นผู้คิดหาคำตอบเอง โดยที่สร้างขึ้นเพื่อให้ผู้เรียนตอบถูกมากที่สุด ซึ่งมีลักษณะ ดังนี้

1. บทเรียนแต่ละชุดประกอบด้วยหลายๆ กรอบ แต่ละกรอบจะมีเรื่องที่จะให้เรียนทีละนิด (Small Step) ติดต่อเชื่อมโยงกันไปตลอด การให้ข้อมูลที่ละนิดเพื่อช่วยให้ผู้เรียนจำเรื่องราวที่จะให้เรียนได้ติดต่อกันไปโดยไม่ขาดตอน ข้อมูลต่างๆ เหล่านี้จัดเรียงลำดับไว้เป็นระเบียบต่อเนื่องกัน จากง่ายไปจนถึงยาก

2. ในการเรียนนั้นกำหนดว่า จะต้องให้ผู้เรียนตอบถูกได้มากที่สุด โดยทั่วๆ ไป 1 คำตอบ ใน 1 กรอบ แต่อาจจะเป็น 4-5 คำตอบใน 1 กรอบก็ได้ ผู้เรียนจะต้องเป็นผู้คิดหาคำตอบเอง ตอนแรก ๆ ของบทเรียนจะมีลักษณะชี้แนะช่องทางให้ เพื่อให้ตอบถูก และมีลักษณะที่จะช่วยให้ผู้เรียนสามารถทำความเข้าใจได้ด้วยตนเอง การชี้ช่องทางนี้จะค่อยๆ หายไป

3. บทเรียนแต่ละกรอบจะมีลักษณะ Teach-Test สลับกันไป โดยที่บทเรียนกรอบต้นๆ จะมีลักษณะสอน และกรอบต่อไปเป็นกรอบทดสอบ หรือบางกรอบอาจจะเป็นการทดสอบอย่างเดียว ถ้าเนื้อหานั้นยังเกี่ยวข้องกับเนื้อหาข้างต้น

4. ให้รู้ผลของการกระทำอย่างทันทีทันใดว่าคำตอบนั้นถูกหรือผิด ซึ่งถือว่าเป็นการเสริมแรง

(Reinforcement ) เพราะถือว่าการรู้ผลการเรียนจะช่วยให้การเรียนดีขึ้น

Programmed Instruction แบบเส้นตรงจึงเป็นบทเรียนที่จัดทำขึ้น เพื่อให้ผู้เรียนได้เรียนหรือกระทำการตอบสนองต่อบทเรียนเหมือนกันทุกคน และผู้เรียนจะต่อศึกษาไปตามกรอบของเนื้อหาที่กำหนด โปรแกรมจะถูกจัดเรียงตามลำดับเพื่อให้ผู้เรียนได้เรียนตามลำดับขั้นตอน จากเนื้อหาที่ง่ายไปสู่เนื้อหาที่ยากจนกระทั่งจบบทเรียน ผู้เรียนได้เรียนรู้ตามความสามารถของตนเอง ไม่จำกัดเวลา และผู้เรียนต้องทราบผลการเรียนรู้ของตนเองอย่างทันที ซึ่งถือเป็นการเสริมแรงอย่างหนึ่ง ดังนั้นการจัดทำบทเรียนจึงต้องมีความสมบูรณ์มากที่สุด โดยจะต้องคำนึงถึงหลักจิตวิทยาการเรียนรู้มาประกอบในการพัฒนาบทเรียนเป็นประการสำคัญด้วย

บุญเกื้อ ควรหาเวช (2530: 41-42) ได้กล่าวถึงข้อควรคำนึงในการสร้าง Programmed Instructionแบบเส้นตรงดังนี้

1. ควรวางแผนในการผลิตด้วยความรอบคอบ วัตถุประสงค์ต้องชัดเจน
 
องค์ประกอบอื่นๆ ต้องสัมพันธ์กับวัตถุประสงค์ของบทเรียน

2. ควรแสดงโครงสร้างหรือขอบข่ายของบทเรียนให้ผู้เรียนทราบในตอนต้น

3. เนื้อหาย่อยๆ ในแต่ละหน่วยย่อมทำให้เกิดความรู้ความเข้าใจในหน่วยถัดไป

4. เนื้อหาแต่ละหน่วยควรเหมาะสมกับช่วงความสนใจของผู้เรียน ถ้าเนื้อหายาวเกินไป
 
ควรแบ่งเป็นตอนๆ หรือให้มีการพักระหว่างกรอบโดยขั้นด้วยนิทาน หรือเกมส์ เป็นต้น

5. เนื้อหาซึ่งเป็นสิ่งเร้าและสิ่งที่จะให้ผู้เรียนตอบสนองนั้นควรสัมพันธ์กัน

6. ระหว่างกรอบควรมีความต่อเนื่อง ถ้าตอบผิดต้องมีการชี้แนะและซ่อมเสริม

7. กรอบหนึ่งๆควรมีเนื้อหาเพียงความคิดเดียว

8. ช่วยให้ผู้เรียนเกิดผลสัมฤทธิ์มากที่สุด

9. มีการชี้แนวทางหรือแนะให้ผู้เรียนตอบคำถามได้อย่างถูกต้องเหมาะสม

10. มีคำตอบที่ถูกต้องให้ผู้เรียนทราบได้ทันที เพื่อเป็นการเสริมแรงให้อยากเรียนต่อ

11. ภาษาและคำศัพท์ที่ใช้ควรชัดเจนเหมาะสมกับพื้นฐานของผู้เรียน

12. การใช้รูปภาพจะช่วยให้บทเรียนน่าสนใจ ควรมีความสัมพันธ์กับเนื้อหาวิชา

13. สร้างรูปเล่มให้สวยงามสะดุดตาผู้เรียน

Programmed Instructionแบบสาขา
 
(Branching Programmed or Intrinsic Programmed)
 
Programmed Instructionแบบสาขาเป็นผลจากการค้นคว้าทดลองของ โครว์เดอร์ (Norman Crowder) แห่งมหาวิทยาลัยชิคาโก มีความเชื่อว่าการเรียนรู้โดยการใช้ Programmed Instruction นี้ ถ้าผู้เรียนตอบสนองผิดเขาควรได้รับการแก้ไขหรืออธิบายเพิ่มเติม เพื่อให้เข้าใจได้อย่างถูกต้อง (สันทัด ภิบาลสุข. 2522:58) เป็นบทเรียนที่ผู้เรียนสามารถเลือกคำตอบได้หลายทางโดยอาศัยกรอบยืนเป็นหลัก ทางเลือกเหล่านี้นั้นเป็นกรอบสาขาที่ช่วยชี้ให้ผู้ตอบทราบเหตุผลของการตอบ (ประหยัด จิระวรพงษ์. 2522: 226) บทเรียนชนิดนี้จะมีประโยขน์มากสำหรับผู้ที่เรียนเก่งจะสามารถเรียนจบได้เร็ว ส่วนผู้ที่เรียนช้าหรือเรียนอ่อนก็สามารถเรียนจบได้เช่นเดียวกัน เพียงแต่จะต้องใช้เวลาเรียนมากกว่า (สุนันท์ ปัทมาคม. 2530: 53) การเขียน Programmed Instruction แบบสาขาต้องเขียนเนื้อหาให้ชัดเจนและตัวเนื้อหาจะต้องเหมาะสม การเขียน Programmed Instruction แบบสาขาต้องเขียนเนื้อหาในลักษณะที่จบในตัวเอง และเสนอเนื้อหา แนวความคิด และขยายความรู้ให้ชัดเจนที่สุดเท่าที่จะทำได้ โดยจะต้องมีการเฉลยคำตอบในอีกหน้าหนึ่งแยกต่างหาก (เสาวณีย์ สิกขาบัณฑิต. 2528 : 281)
 
 
 
 


หน้าที่ :: 4   5   6   7   8   9   10   11   12   13   14  


Copyright © 2012 Neric-Club.Com All Rights Reserved